ว่านหางจระเข้เป็นพืชล้มลุก มีใบเป็นใบเดี่ยวอวบน้ำ หนาและยาว โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก มีหนามเล็กๆ สีขาวอยู่ตรงขอบใบทั้งซ้ายและขวา ข้างในใบเป็นเนื้อวุ้นสีขาวอมเขียวอ่อนๆ เต็มไปด้วยเมือกลื่นๆ เหนียวๆ ซึ่งสรรพคุณล้ำเลอค่าทั้งหลายของว่านหางจระเข้ ไม่ว่าจะใช้เป็นยาทาภายนอก ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวก ช่วยรักษาแผลสด แผลถลอกต่างๆ ทำให้แผลสมานตัว หายเร็ว ป้องกันการเกิดแผลเป็น ลดปัญหาสิว ริ้วรอยด่างดำ ผิวพรรณเต่งตึงชุ่มชื้นขึ้น ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด บรรเทาอาการผิวหนังอักเสบ แสบร้อนได้ดี ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง หรือจะใช้เป็นยารับประทานเพื่อรักษาอาการของโรคกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ ลดอาการปวดข้อ ป้องกันโรคเบาหวาน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ชะลอความชรา เป็นต้น โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นรวมอยู่ในเนื้อวุ้นลื่นๆ เย็นๆ นี่แหละค่ะ
ในส่วนของการนำว่านหางจระเข้ไปรับประทาน ประโยชน์นั้นมีมากมายตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ในกรณีผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ต้องรับประทานยาควบคุมอาการของโรคอยู่เป็นประจำ แอดมินยังไม่ค่อยแน่ใจนักกับการรับประทานน้ำว่านหางจระเข้ร่วมกับยาเหล่านี้ เนื่องจากไปอ่านเจอบทความเผยแพร่เรื่อง “อันตรกิริยา (ยาตีกัน) ของว่านหางจระเข้กับยาแผนปัจจุบัน” จากสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าพอดี ถ้ายังไงก็แนะนำให้ดื่มน้ำว่านหางจระเข้ก่อนหรือหลังการรับประทานยาสัก 3 ชั่วโมงน่าจะปลอดภัยกว่านะคะ ^^
ในการนำวุ้นมากินหรือมาทา แนะนำให้ใช้ว่านหางจระเข้ที่อายุการปลูเลี้ยงเกิน 1 ปีขึ้นไป ตัดปุ๊บ นำมาใช้ปั๊บ จะได้ผลทางยาที่ดีกว่านะคะ แต่ควรล้างน้ำนานๆ เพื่อกำจัดยางออกไปให้หมดจดก่อนนำไปใช้ค่ะ ไม่อย่างนั้นจะเกิดอาการแพ้ได้นะคะ
