Showing posts with label food. Show all posts
Showing posts with label food. Show all posts

เคล็ดลับ “กิน” แก้เหนื่อยล้า


อาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย สำหรับบางคนเกิดขึ้นบ่อยเสียจนเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งนานวันเข้าก็จะทำให้ร่างกายจดจำความรู้สึกเหล่านั้น และการเป็นความเครียดสะสมได้ ดังนั้นวันนี้เรามาเรียนรู้เคล็ดลับการกิน บอกลาอาการเหนื่อยล้าเรื้อรังกันค่ะ

1.กินอาหารเช้าตรงเวลาทุกวัน แม้ไม่หิวก็ตามวิธีการนี้จะช่วยให้ร่างการปรับนาฬิกาภายในให้เดินเป็นปกติขึ้น

2.แบ่งอาหารเป็นมื้อย้อย เพื่อให้ร่างกายได้รัรบพลังงานอย่างต่อเนื่องทั้งวันจาก 3 มื้ออาจเพิ่มเป็น 5 มื้อ แต่เป็นมื้อเล็กๆ ซึ่งวิธีการนี้ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย

3.กินอาหารที่มีเส้นใยอาหารมาก เพราะอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ หรือธัญพืช จะช่วยให้การทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยพาท็อกซิน หรือสารพิษต่างๆ ที่สะสมในร่างกาย อันเป็นสาเหตุหนึ่งของความอ่อนล้า ออกจาร่างกายได้อย่างดีด้วย

4.เน้นบริโภคอาหารที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เพราะอาหารกลุ่มนี้เพิ่มพลังสมองได้เป็นอย่างดี

5.ดื่มน้ำ หรือกินอาหารที่มีน้ำให้มากขึ้น จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายได้ และทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น
ลองปรับตารางใหม่ลักษณะนี้ดู เชื่อว่าความอ่อนล้าแบบเรื้อรังของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ^^

Cr.ข่าว: http://www.cheewajit.com/body-mind/bodymind-29012015-1/

ประโยชน์จาก `ผักบุ้ง` ที่อาจยังไม่รู้


1. รักษาอาการนอนไม่หลับ
ผักบุ้งนั้นอุดมด้วยสารเซเลเนียม และสังกะสีที่มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และนอนหลับได้ในที่สุด

2. บำรุงเลือด
ธาตุเหล็ก ถือเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อระบบโลหิต เพราะฮีโมโกลบินที่อยู่ในเลือดนั้นต้องได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ฉะนั้นก็อาจจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และการรับประทานผักบุ้งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ

3. บำรุงตับ
ผักบุ้ง ช่วยบำรุงตับได้เพราะผักบุ้งมีสารอาหารมากมายที่ช่วยในการล้างพิษและสารต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย

4. ลดน้ำตาลในเลือด
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะว่าผักบุ้งสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดการดูดซึมของกลูโคสของร่างกายได้ ไม่เพียงเท่านั้นสตรีตั้งครรภ์ ผักบุ้งยังเข้าไปเสริมสร้างความต้านทานกลูโคสในร่างกาย และช่วยรักษาโรคเบาหวานได้

5. แก้ท้องผูก
ผักบุ้งสามารถแก้อาการท้องผูกได้ เพราะไฟเบอร์ในผักบุ้งนี้จะเข้าไปช่วยทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ผักบุ้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย

6. ช่วยลดน้ำหนัก
ผักใบเขียวเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ได้ผลดี ผักบุ้งก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยปริมาณไฟเบอร์ที่สูง และปริมาณแคลอรีที่ต่ำ ทำให้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้อิ่มง่าย และอิ่มนานขึ้น หมดปัญหาการรับประทานอาหารมากเกินไป หรือหิวบ่อยระหว่างวัน

7. ลดคอเลสเตอรอล
ผักบุ้งยังมีส่วนสำคัญในการลดลงของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายได้ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย

8. ป้องกันโรคหัวใจ
ผักบุ้งมีวิตามินเอ และวิตามินซี ตลอดสารเบต้า-แคโรทีน มีเป็นสารทีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลรวมตัวกับออกซิเจน ไปเกาะอยู่ตามหลอดเลือด ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด จนเกิดหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดในที่สุด นอกจากนี้ โฟเลตในผักบุ้งก็ยังช่วยทำให้โฮโมซีสเตอีน กรดอะมิโนที่เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจลดลงได้ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่แมกนีเซียมในผักบุ้งเองก็ยังลดความดันโลหิตได้ ถือเป็นการป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้อีกทางหนึ่ง

9. ต้านมะเร็ง
ผักบุ้งเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากถึง 13 ชนิด จึงทำให้เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งช่องท้อง รวมทั้งมะเร็งผิวหนังและมะเร็งเต้านม เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปป้องกันไม่ให้เซลล์ในร่างกายถูกทำลาย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
: สสส.
: เว็บไซต์แนวหน้า 
: รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

‪#‎ชมรมคนรักสุขภาพ‬ ‪#‎สุขภาพดีได้ที่นี่

ที่มา: https://plus.google.com/communities/100859738997473410030‬

กินให้ผอม โดยไม่ต้องออกกำลังกาย.. ลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป


คำถามนี้ที่ใครหลายๆคนตั้งขึ้นกับตัวเอง…..บอกเลยจากใจว่ามันไม่ใช่ ว่าจะมีจริงหรอกนะคะสาวๆ! ก็ในเมื่อเราอยากผอมให้สุขภาพดี เราก็ต้องออกกำลังกายกันอยู่ดีนั่นแหละ แต่ถ้าสำหรับคนที่ต้องการผอมแบบเร่งด่วน แบบที่ออกกำลังกายก็คงไม่ทัน เรามีอาหารที่กินแล้วผอม (ชั่วคราว) แบบไม่ต้องออกกำลังกายมาให้เป็นสูตรเร่งรัดกันค่ะ

ต้มจืด
ใครอยากอิ่มท้องให้ลองกินต้มจืดอะไรก็ได้ ถ้าใส่เนื้อสัตว์ก็ต้องไม่ติดมัน เน้นผักเยอะๆ เช่น ต้มจับฉ่าย แล้วกินข้าวในแต่ละมื้อให้น้อยลงครึ่งนึง ส่วนมื้อเย็นไม่ต้องกินข้าว ที่สำคัญคือต้มจืดจะต้องไม่เค็มจัด เป็นแบบโลว์โซเดียม และไม่ใส่ผงชูรส
กล้วย
ถ้าเกิดหิวๆ ขึ้นมาอยากกินของว่าง หรือขนมขบเคี้ยว ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นกินกล้วยแทนจะดีกว่า เพราะกล้วยช่วยให้อิ่มโดยที่ไม่ทำให้อ้วน แต่อย่าเผลอตัวกินมากเกินไปจนจุกก็แล้วกัน
แอปเปิ้ล
ใครๆ ก็รู้ว่าผลไม้ที่คนลดความอ้วนส่วนใหญ่ต้องมีติดบ้านไว้ก็คือแอปเปิ้ล ดังนั้นในเมื่ออยากผอมไวแบบไม่ต้องออกกำลัง ก็ซื้อแอปเปิ้ลมาติดบ้านไว้เลย แล้วหยิบขึ้นมากินแทนของว่าง หรือในยามหิว ส่วนของอร่อยแต่อ้วนที่นั่งนึกถึงอยู่ ให้ลบมันออกไปจากความคิดด่วน!
ผักต้ม
ผักทุกชนิดล้วนมีประโยชน์กับร่างกาย การลดปริมาณอาหารหรือข้าวลง (โดยที่ไม่ออกกำลังกาย) ก็มีส่วนทำให้ร่างกาpอ่อนเพลียลงอยู่แล้ว ดังนั้นควรขยันเติมอาหารที่มีประโยชน์เข้าไปให้เต็มที่ โดยให้ใช้วิธีต้มผักแทน จะได้ไม่ต้องห่วงว่าน้ำมันจะทำให้อ้วน แล้วกินคู่กับอาหารทุกมื้อ
ปลานึ่ง
เพราะปลามีประโยชน์และไม่ทำให้อ้วน ดังนั้นลองกินปลานึ่ง คู่กับผักลวก แทนเนื้อสัตว์อื่นๆ หรือถ้ากลัวว่าจะเบื่อ อาจจะเปลี่ยนเป็นเมนูอื่นๆ ก็ได้ เช่น ต้มยำปลา, หรือปลาย่าง เป็นต้น
น้ำเต้าหู้
กินของคาวแล้วถ้าอยากตบท้ายด้วยของว่าง ลองกินน้ำเต้าหู้ (ลองเลือกร้านที่ไว้ใจได้ ไม่ผสมแป้ง) แบบไม่ใส่น้ำตาล ถ้าใส่เครื่องก็แค่บางอย่าง เช่น เม็ดแมงลัก, ลูกเดือย, ถั่วแดง เป็นต้น
   ได้รู้จักกับอาหารที่กินแล้วผอมกันแล้ว ก็อย่าลืมว่าสุดท้ายสุขภาพที่ดีและแข็งแรงก็มาจากการออกกำลังกายเท่านั้นนะ คะ เพราะทางลัดความผอมน่ะมีจริง แต่ไม่ยั่งยืนหรอกค่า ^^
ที่มา: http://www.kinaroi.com/news955.html
ชื่นชอบข่าวนี้ อยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ

โง่มาซะตั้งนาน!! กระจ่างสักที วิธีปอกเปลือกกุ้งง่ายๆ 3 แบบภายใน 5 วินาที ชีวิตสบายขึ้นเยอะ


เปลือก กุ้งแข็งๆนี่ทำเอาเสียเวลาในการทำอาหารเสียจริงๆค่ะ วันนี้เรามีเคล็ดลับในการปอกเปลือกกุ้งง่ายๆภายใน5นาที มาเสนอกัน อุปกรณ์น้อยนิดแต่ปอกเปลือกกุ้งได้ไวมากๆ
จะมีวิธีไหนบ้างไปดูกันเลย
อุปกรณ์
1.กรรไกร
2.มีดปอกผลไม้
วิธีที่ 1 วิธีปอกกุ้งแบบบ้านๆ ด้วยการเก็บหางและเก็บเปลือกในล็อคสุดท้ายก่อนใช้มีดผ่าหลังออก
จับหางและเปลือกกุ้งข้อสุดท้ายเอาไว้ค่อยๆ ใช้นิ้วแกะเปลือกและขาเล็กๆของกุ้งออก
ใช้มีดผ่าหลังกุ้งแล้วดึงเส้นดำที่กลางหลังออก
วิธีที่ 2 คือการเก็บหางแบบดึงเปลือกออกหมด
จับหางกุ้งเอาไว้ แล้วใช้นิ้วโป้งแกะเปลือกกุ้งดึงออกทางด้านหลังเหลือไว้แค่หางกุ้งเพียงอย่างเดียว
ใช้มีดผ่าหลังกุ้งเหมือนเดิมแล้วดึงเส้นดำออกรวมทั้งเท้าเล็กๆ ของกุ้งด้วย
วิธีที่ 3 ปอกกุ้งแบบ 2 in 1 โดยใช้กรรไกรตัด
ใช้กรรไกรเสียบเข้าไปตรงส่วนบนหรือส่วนหลังของกุ้ง จากนั้นใช้กรรไกรตัดไล่ตัดเปลือกจนถึงเกือบส่วนหาง
แล้วดึงเปลือกด้านข้างที่ถูกตัดเอาไว้ออกอย่างงายดาย แถมผ่าหลังเรียบร้อย และอย่าลืมดึงเส้นดำที่กลางหลังกุ้งออกด้วยนะคะ
คลิป
โง่มาซะตั้งนาน !! วันนี้กระจ่างแล้ว วิธีปอกเปลือกกุ้งง่ายๆ 3 แบบภายใน 5 วินาที

10 ผักผลไม้นี้อย่าปอกเปลือก ไม่อยากพลาดคุณค่าสุดเจ๋งต้องกินพร้อมเนื้อ !


  เปลือกผักผลไม้ บางชนิดที่เราปอกทิ้ง ขอบอกให้ชัด ๆ ว่าที่จริงแล้วอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ ไม่ลิ้มลองสักนิดจะเสียดาย
          เรามักจะคิดว่าผักผลไม้ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้มีคุณประโยชน์อยู่ที่เนื้อในของผักผลไม้เท่านั้น และปอกเปลือกทิ้งเพราะกลัวเรื่องสารพิษตกค้าง โดยที่เราไม่ทราบว่าเราได้ทิ้งคุณค่าทางอาหารที่เผลอ ๆ จะมีมากกว่าเนื้อที่เรารับประทานกันเสียอีก อย่าให้คุณค่าเหล่านั้นเสียไปโดยที่เรายังไม่ทันได้รู้ถึงสิ่งดี ๆ ที่มีในเปลือกกันดีกว่า ลองไปดูคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณเด็ด ๆ ของเปลือกผักผลไม้ 10 ชนิดนี้ที่เราหยิบมาฝากกันค่ะ อาจจะทำให้คุณเปลี่ยนใจหันมารับประทานเปลือกไปพร้อมกับ ๆ เนื้อกันมากขึ้นก็ได้นะ


 แอปเปิล
          
          ใครที่ยังปอกเปลือกแอปเปิลก่อนรับประทานอยู่รีบเลิกทำเดี๋ยวนี้เลยค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วเปลือกแอปเปิลมีประโยชน์พอ ๆ กับเนื้อแอปเปิลเลยนะ ทั้งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ในประมาณครึ่งหนึ่งของไฟเบอร์ที่ได้รับจากแอปเปิลทั้งผล และสารฟลาโวนอยด์ซึ่งเป็นสารสำคัญในการดูแลสุขภาพหัวใจ โดยเจ้าสารฟลาโวนอยด์สามารถช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินเค และโพแทสเซียม ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง อย่ามัวแต่กลัวสารเคมีตกค้างในเปลือกกันเลยค่ะ ถ้าไม่มั่นใจในความสะอาดก็ล้างซ้ำหลาย ๆ ครั้งก่อนรับประทาน หรือแช่ด่างทับทิมจะดีกว่านะ จะได้ไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหารโดยไม่จำเป็นจากการปอกเปลือกทิ้งค่ะ


 เปลือกแตงโม

          ไม่ว่าจะเป็นตรงส่วนที่เป็นเนื้อขาว ๆ หรือตัวเปลือกสีเขียวของแตงโม ล้วนแต่เป็นส่วนที่ไม่ควรทิ้งอย่างยิ่ง แม้หลาย ๆ คนจะคิดว่าเป็นส่วนที่ไม่ควรรับประทานเพราะอาจจะมีสารเคมีตกค้าง ทั้ง ๆ ที่ส่วนของเปลือกอุดมไปด้วยไลโคปีน (Lycopene) เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) และซิทรูลีน (Citrulline) ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่เช่นเดียวกับเนื้อแตงโม โดยซิทรูลีนนั้นมีฤทธิ์ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด และช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาอาการของโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจได้
 มะเขือม่วง

          เปลือกสีม่วงเข้มของมะเขือม่วง นอกจากจะช่วยเพิ่มสีสันในอาหารแล้วก็ยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่านาซูนิน หนึ่งในสารกลุ่มแอนโธไซยานินที่มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยในการทำงานของสมอง และสามารถช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ ไม่เพียงเท่านั้น ในเปลือกมะเขือม่วงยังอุดมไปด้วยกรดคลอโรเจนิกที่สามารถช่วยป้องกันการอักเสบ และส่งเสริมความต้านทานต่อกลูโคสในร่างกาย ทำให้ความเสี่ยงโรคเบาหวานลดลง 


 แตงกวา

          ใครอยากมีสุขภาพผมและเล็บที่แข็งแรงฟังทางนี้ คราวหน้าที่รับประทานแตงกวาอย่าปอกเปลือกเป็นอันขาด เพราะเจ้าแตงกวาที่อยู่เป็นผักเคียงในอาหารจานต่าง ๆ นั้น บริเวณเปลือกเป็นส่วนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุซิลิก้า (Silica) ซึ่งช่วยสร้างเสริมสุขภาพผมและเล็บให้แข็งแรงเงางาม ไม่เพียงเท่านั้น ส่วนเปลือกที่หลาย ๆ คนชอบคิดว่าขมน่ะจริง ๆ มีไฟเบอร์สูงไม่เบาเลย และใครที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายเปลือกแตงกวาก็ช่วยได้ค่ะ



 แครอท

          อยากให้รู้ว่าคุณค่าทางอาหารแบบเน้น ๆ ของแครอทน่ะไม่ได้อยู่แค่ในเนื้อแครอทเท่านั้น ในส่วนของเปลือกเองก็มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่เบต้าแคโรทีนที่ช่วยบำรุงสายตา และไฟเบอร์ที่ดีต่อลำไส้ อีกทั้งรสชาติก็ไม่แตกต่างจากเนื้อแครอทอีกด้วย คราวหน้าถ้านำแครอทมารับประทานก็ลองล้างให้สะอาดแล้วนำมาปรุงเลย หรือถ้าจะรับประทานสด ๆ ก็ยิ่งดีไปกันใหญ่

 มันฝรั่ง

          มันฝรั่งเป็นพืชอีกชนิดที่สามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก แต่ก็ต้องนำไปทำให้สุกก่อนนะ โดยเปลือกมันฝรั่งนั้นเต็มไปด้วยไฟเบอร์ และสารอาหารอย่างวิตามินเค โพแทสเซียม ทองแดงและธาตุเหล็ก ยิ่งถ้านำมันฝรั่งมาทำมันบดทั้งเปลือกด้วยละก็ ก็ยิ่งทำให้ได้รสสัมผัสที่แปลกใหม่ยิ่งขึ้น  
 กล้วย

          ถ้าพูดถึงเปลือกกล้วยหลาย ๆ คนก็อาจจะคุ้นเคยกันดีเพราะว่าในอาหารบางอย่าง เช่น แหนมเนือง ก็นำกล้วยดิบทั้งเปลือกมาฝานรับประทานเป็นเครื่องเคียง แต่ถ้าไม่ชอบรับประทานกล้วยดิบละก็ รับประทานเปลือกกล้วยตอนที่กล้วยสุกก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน เพราะเปลือกกล้วยนั้นก็มีคุณค่าทางอาหารทัดเทียมกับเนื้อกล้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี 6 วิตามินบี 12 แมกนีเซียม และโพแทสเซียม อีกทั้งยังมีไฟเบอร์ที่มีสูงกว่าในเนื้อกล้วย สามารถช่วยระบบขับถ่าย นอกจากนี้ในเปลือกกล้วยก็ยังมีสารทริปโตเฟน (Tyrptophan) ที่ช่วยสร้างเสริมสารเซโรโทนินในร่างกาย ส่งผลทำให้อารมณ์ดีขึ้น ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าได้อีกด้วยล่ะ



 ส้ม มะนาว เลมอน

          อยากจะบอกว่าประโยชน์ลับ ๆ ของผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเหล่านี้ก็คือส่วนเปลือกมีวิตามินซีสูงกว่าเนื้อในถึง 2 เท่า ! แถมยังอุดมด้วยสารไรโบฟลาวิน วิตามินบี 6 แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม นอกจากนี้สารฟลาโวนอยด์ที่อยู่ในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและต้านการอักเสบอีกด้วย วิธีรับประทานก็ไม่ต้องรับประทานสด ๆ ก็ได้ค่ะ เพราะถ้ารับประทานสด ๆ แล้วอาจจะทำให้รู้สึกขม ลองนำไปแปรรูปแบบอบแห้งหรือเชื่อมเอาไว้รับประทานเป็นของว่างก็ดีไม่หยอก หรือจะนำไปขูดละเอียดโรยบนสลัดก็ได้ประโยชน์ไม่ต่างกัน

 ฟักทอง

          เปลือกฟักทองแข็ง ๆ อย่าเพิ่งคิดว่ารับประทานไม่ได้เชียวนะ เพราะเจ้าเปลือกฟักทองสีเขียว ๆ นั้นเมื่อนำไปทำให้สุกแล้วก็สามารถรับประทานได้เหมือนกับเนื้อฟักทองปกติ แถมยังมีสรรพคุณดี ๆ เยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิต บำรุงอวัยวะต่าง ๆ และช่วยสร้างเสริมส่วนที่สึกหรอ เห็นไหมว่ารับประทานเปลือกเข้าไปด้วยก็ได้ประโยชน์เพิ่มอีกเยอะเลย


 หัวบีท

          หัวบีท ซูเปอร์ฟู้ดอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรพลาด การปอกเปลือกทิ้งไปเป็นความคิดที่ผิดเลยล่ะ เนื่องจากในเปลือกของหัวบีทมีคุณค่าทางอาหารมากมายอย่างวิตามินเอ ซึ่งมีสูงเป็นสองเท่าของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี วิตามินบี 6 แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม และธาตุเหล็ก ของดี ๆ ทั้งนั้น ทิ้งไปล่ะเสียดายแย่

          มีแต่ประโยชน์ดี ๆ ทั้งนั้นเลยใช่ไหมล่ะ ใครที่ไม่เคยจะรับประทานเปลือกของผักผลไม้เหล่านี้ก็ไม่ต้องเสียดายค่ะ คราวหน้าก็ลองรับประทานแบบทั้งเปลือกดู แม้เปลือกของผักผลไม้บางชนิดอาจจะขมไปนิด แต่เพื่อประโยชน์ที่มากกว่าก็คุ้มนะเออ อ้อ ! แล้วก็อย่าลืมล้างให้สะอาดนะ จะได้ไม่เจอกับสารพิษตกค้างในเปลือกผักผลไม้มาก่อกวนสร้างปัญหาสุขภาพในอนาคต


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
stack.com
dontmesswithmama.com
livelovefruit.com
foods4betterhealth.com
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการ







ฟักทอง อาหารลดความอ้วน ช่วยผิวเด้ง เต็มไปด้วยประโยชน์


 ประโยชน์ของฟักทอง เนื้อสีเหลืองอร่าม นอกจากทำอาหารคาวหวานได้หลายอย่าง ยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพสาว ๆ อีกนับไม่ถ้วน

          ฟักทองเป็นพืชผักที่ไม่ได้มีดีแค่นำไปทำเมนูคาวหวานได้แสนอร่อยหรอกนะคะสาว ๆ แต่หากกำลังมองหาอาหารลดน้ำหนักหรืออาหารบำรุงผิวพรรณ โจทย์นี้ฟักทองก็ตอบให้ได้ทุกข้อ แถมด้วยประโยชน์สุขภาพอื่น ๆ ที่สาว ๆ พลาดไปคงน่าเสียดายเหมือนทำของเซลกว่า 80% หลุดมือไปต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว ส่วนประโยชน์ของฟักทองจะเด็ดสักแค่ไหนนั้น ลองตามมาดูได้เลย


 ช่วยลดน้ำหนัก

          ฟักทองเป็นพืชผักอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่มักจะถูกมองข้ามไปบ่อย ๆ เพราะเนื้อของฟักทองค่อนข้างแน่น หลายคนเลยคิดไปว่าฟักทองมีแป้งเยอะ ทั้งที่จริงแล้วฟักทอง 3 กรัมให้แคลอรีแค่เพียง 49 กิโลแคลอรีเท่านั้นเองนะคะ ดังนั้นหากกำลังไดเอตแล้วค่อนข้างเบื่อบรรดาผักใบเขียว ลองสลับมารับประโยชน์ดี ๆ จากฟักทองดูบ้างก็ได้

 ลดริ้วรอยตีนกา

          ฟักทองมีสารต้านอนุมูลอิสระพลังแคโรทีนอยด์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายจนหย่อนคล้อย ช่วยลดโอกาสเกิดริ้วรอยบนผิวหนัง โดยเฉพาะริ้วรอยตีนกา และรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ เรียกได้ว่าหากกินฟักทองเป็นประจำโอกาสจะมีหน้าเด้งเต่งตึงก็คงอยู่ใกล้แค่เอื้อม


 ปรับอารมณ์มู้ดดี้

          ยอมรับมาซะเถอะว่าต่อให้ไม่ใช่วันแดงเดือดสาวสวยอย่างเราก็เจ้าอารมณ์พอประมาณอยู่แล้ว แหม…ก็อะไรต่อมิอะไรมันไม่ค่อยได้ดั่งใจนี่เนอะ แต่จะปล่อยให้มู้ดดี้บ่อย ๆ คงไม่ค่อยน่าเอ็นดู งั้นมากินฟักทองเพื่อช่วยปรับอารมณ์ให้ดีกันเถอะค่ะ ในฟักทองสีเหลืองอร่ามมีทริปโตแฟนที่จะช่วยสร้างเซโรโทนิน อันเป็นฮอร์โมนปราบความเครียด และช่วยควบคุมจิตใจให้สงบนิ่ง ฉะนั้นหากรู้สึกไม่ค่อยโอเคสักเท่าไร หยิบเมล็ดฟักทองอบกรอบมาเคี้ยวเล่นเพลิน ๆ ก็ช่วยได้แล้ว

 บำรุงเลือด

          ในเมล็ดฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินเค วิตามินสำคัญของเส้นเลือด อีกทั้งเมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุบำรุงเลือดอย่างธาตุเหล็ก โพแทสเซียม สังกะสี และแมกนีเซียม ซึ่งจะดีต่อสุขภาพผู้หญิงในช่วงวัยประจำเดือน รวมทั้งบำรุงสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์ในเรื่องระบบประสาท กระดูก กล้ามเนื้อ และการเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็กในท้องอีกด้วยล่ะ

 กระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน

          วิตามินซีที่มีอยู่ในฟักทองจะช่วยเสริมกำลังให้ระบบภูมิคุ้มกันของสาว ๆ แข็งแกร่งขึ้น ฉะนั้นสาวกระหม่อมบางที่ค่อนข้างจะป่วยบ่อย แนะนำให้กินฟักทองนึ่ง หรือเมล็ดฟักทองเพื่อเติมความแข็งแรงให้ระบบภายในตัวเองนะจ๊ะ



 ลดไขมันเลว

          ลดน้ำหนักให้ถึงเป้าหมายอย่างสวยงามต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพภายในด้วย โดยเฉพาะเจ้าไขมันเลวที่แอบซ่อนอยู่ตามผนังหลอดเลือด หากให้สารชีวเคมีที่ชื่อไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ในฟักทองเข้ามาจัดการ รับรองทั้งตัวเลขบนตาชั่ง และระดับไขมันเลวในเส้นเลือดจะพากันลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจดวงน้อย ๆ ของคุณสาว ๆ ด้วยนะ

 บำรุงสายตา

          ชีวิตติดหน้าจอทั้งวันแบบนี้สายตาของคุณผู้หญิงคงเบลอ ๆ และเริ่มแย่กันบ้างแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของวิตามินเอในฟักทองมาคอยช่วยบำรุงดูแลสายตาของเราให้เฉียบคมอยู่เสมอกันดีกว่า โดยจะบอกให้อึ้งเล่น ๆ ด้วยว่า ฟักทองบดแค่เพียง 1 ถ้วยตวงปกติ ก็ให้วิตามินเอสูงถึง 200% ทะลุปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันเลยทีเดียว อย่างนี้ไงล่ะฟักทองถึงช่วยบำรุงสายตาและลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตาได้



 เติมพลังหลังออกกำลังกาย

          สาว ๆ สปอร์ตเกิร์ลทั้งหลายเชิญทางนี้จ้า ถ้าอยากบูทพลังหลังออกกำลังกายเพื่อไม่ให้รู้สึกเพลีย แนะนำให้เตรียมฟักทองนึ่งไปรับประทานหลังออกกำลังกายซะเลย เพราะในฟักทองอุดมไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม ที่จะช่วยพลิกฟื้นร่างกายที่ออกกำลังมาอย่างอ่อนล้าให้กลับมาสดชื่นและช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม

          แค่เพียงประโยชน์ของฟักทองที่ช่วยลดน้ำหนักและชะลอความเหี่ยวย่นของผิวพรรณก็ทำให้ฟักทองกลายเป็นผักที่ต้องลองกินอยู่แล้ว นี่ยังแถมประโยชน์สุขภาพด้านอื่น ๆ มาอีกชุดใหญ่ เจอแบบนี้เข้าไปไม่คงเมินฟักทองยากแล้วล่ะเนอะ อ้อ ! แต่หากใครยังนึกไม่ค่อยออกว่าจะทำเมนูฟักทองอะไรได้บ้าง ตามมาทางนี้เลยจ้า

          เมนูฟักทอง
          วิธีทำขนมฟักทอง ขนมไทยสุดคลาสสิก ทำง่าย อร่อยด้วย

          แกงบวดฟักทองนมสด ขนมไทยเรียกน้ำนมสำหรับคุณแม่

          ซุปฟักทอง อาหารฝรั่งเสิร์ฟร้อน ๆ รสกลมกล่อม

           9 เมนูฟักทอง เมนูสีเหลืองหลากหลายความอร่อย 

          จัดหนักมาพร้อมขนาดนี้ ไม่ลองกินฟักทองสักทีคงน่าเสียดายนะจ๊ะสาว ๆ ;)


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Huffington Post
the nest