Showing posts with label ศาสนา. Show all posts
Showing posts with label ศาสนา. Show all posts

เจ้าอาวาสฝันเห็นเศียรพระ 9 ครั้ง คนแห่ดื่มน้ำในสระที่ขุดพบ


ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า (13 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ที่วัดดอนสุทธาวาส หรือที่รู้จักกัน วัดดอนปรู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตติดต่อ ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง กับ ต.บางปรู อ.ศรีประจันทร์ จ.สุพรรณบุรี พบเศียรพระกลางบ่อน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของวัด
จากการสอบถาม พระอธิการ วราวุธ ฐิตเมโธ เจ้าอาวาส เล่าว่า อาตมาได้นิมิตว่า พบเศียรพระที่กลางบ่อน้ำด้านหลังวัด โดยอาตมาได้อุ้มขึ้นมา โดยนิมิตติดต่อกัน 9 ครั้ง ทุกครั้งจะเป็นภาพเดิมๆ จึงนำมาบอกเล่ากับบรรดาลูกศิษย์ และเริ่มลังเลใจว่าจะมีอยู่จริงหรือเปล่า
เมื่อไตร่ตรองแล้วนับว่าเป็นเรื่องแปลก จึงตกลงที่จะขุดพิสูจน์ เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 12.30 น. ได้นำรถแมคโคมาขุดหาที่บ่อ ซึ่งมีขนาดกว้าง 10 เมตร ลึก 6 เมตร หลังจากใช้รถแมคโค ตักลงบริเวณตำแหน่งที่อาตมานิมิต ประมาณ 3 ช่วงรถ ก็พบกับเรื่องมหัศจรรย์ ปรากฏว่าพบมีเศียรพระจมอยู่ในน้ำจริง อีกทั้งลักษณะเหมือนที่ในนิมิตทุกประการ จากนั้นจึงทำพิธีบวงสรวงและอัญเชิญขึ้นมาจากบ่อ เพื่อให้ชาวบ้านกราบไหว้และบูชา
สำหรับเศียรพระที่ขุดพบนั้น อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ เป็นเนื้อโลหะ สีทอง ขนาดประมาณ กว้าง 65 ซ.ม. สูง 40 ซ.ม. และที่ต้องแปลกไปกว่านั้นคือ เมื่อขุดบ่อลึกลงไปเพิ่มเติม ปรากฏว่าน้ำในบ่อกลายเป็นสีเขียวมรกต ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ชาวบ้านที่เกิดการศรัทธาบางคนได้นำมาอาบ นำมาดื่ม
โดยมีชาวบ้านบางคน อ้างว่า หลังดื่มกินเข้าไปแล้ว โรคปวดเข่าปวดขา และตามข้อกระดูกที่เป็นอยู่ประจำก็เกิดหายไปเฉยๆ จากคำบอกเล่าพบว่า พื้นที่ของวัดเมื่อครั้งอดีตเคยเป็นทางเส้นทางเดินผ่านของนักรบโบราณมาก่อน
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังพบกับเรื่องแปลกๆ อีกหลายเรื่อง หลังจากขุดลงไปแล้วพบว่าบางจุดมีลักษณะเป็นโพรง เหมือนถ้ำ และยามค่ำคืน มักจะได้ยินเสียงเหมือนมีสัตว์มาเล่นน้ำกัน บางครั้งก็มีลักษณะเหมือนฟองอากาศผุดขึ้นมาบ่อยๆ คนเฒ่าคนแก่ต่างพูดว่า พื้นที่ตรงนี้ เป็นถ้ำพญานาค





"ธงทอง" เผยสังฆราช พระสามัญชนองค์แรก ได้พระโกศทองน้อย


ประมุขสงฆ์ร่วม - ประมุขสงฆ์ของประเทศต่างๆ ที่ตอบรับร่วมพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 16 ธันวาคม

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่อาคารมนุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) กล่าวในงานเสวนาเรื่อง "การเลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" ว่า เป็นที่ปลื้มปีติสำหรับพุทธศาสนิกชนมาก เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนชั้นเครื่องเกียรติยศประกอบพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จากพระโกศกุดั่นใหญ่ เป็นพระโกศทองน้อย ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ธันวาคมนี้

"สำหรับความคืบหน้าของที่ระลึกในงานพระราชทานพิธีพระราชทานเพลิงพระศพที่อยู่ในความดูแลของวัดบวรนิเวศฯได้แก่ หนังสือที่ระลึก พัดรอง ย่าม เหรียญที่ระลึก และตู้สังเค็ด ขณะนี้ทั้งหมดจัดเตรียมไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงหนังสือที่ระลึกบางส่วนอยู่ระหว่างจัดพิมพ์ นอกจากนี้ หนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงพระศพ 20 เล่ม และหนังสือที่พระสังฆราชเป็นผู้นิพนธ์ 29 เล่ม รวม 49 เล่ม จะจัดในตู้สังเค็ด 232 ชุด เพื่อมอบให้วัดพระอารามหลวงทั่วประเทศ และวัดที่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระสังฆราช" พระศากยวงศ์วิสุทธิ์กล่าว

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์กล่าวอีกว่า เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยได้อาราธนาสมเด็จพระสังฆราช ประธานสงฆ์ และผู้นำศาสนา 13 ประเทศ จำนวน 19 รูปมาร่วมพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชธรรมเสน มหาเถโร สมเด็จพระสังฆราชแห่งบังกลาเทศ, สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี (สมเด็จเทพวงศ์) ประมุขสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย (เถรวาท) แห่งกัมพูชา, สมเด็จพระอภิสิรีสุคันธา

มหาสังฆราชาธิบดี (สมเด็จบัวคลี่) ประมุขสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตแห่งกัมพูชา, พระศรีปัญญาวโร มหาเถระ สังฆปาโมกข์แห่งอินโดนีเซีย, พระคุณท่าน ดร.เกียวเซ เอ็นชินโจ ประธานสงฆ์นิกายเนนบุทสุชุ แห่งญี่ปุ่น, พระมหาบุญมา สิมมาพรหม รองประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว องค์ที่ 2 นอกจากนี้มีประมุขสงฆ์ของเมียนมา เกาหลี เนปาล สิงคโปร์ ศรีลังกา เวียดนาม ภูฏาน และจีน

นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพระราชทานพระโกศ จะมีระเบียบของสำนักพระราชวังอยู่ สำหรับสมเด็จพระสังฆราช ตามพระยศแล้วจะได้พระโกศกุดั่นน้อย แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเลื่อนชั้นพระโกศให้ตั้งแต่วันแรกเป็นพระโกศกุดั่นใหญ่ ซึ่งมีชั้นยศสูงกว่าพระโกศกุดั่นน้อย 1 ขั้น และพระราชทานเลื่อนยศอีกครั้ง เป็นพระโกศทองน้อย ในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ถือว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช เป็นสมเด็จพระสังฆราชจากสามัญชนรูปแรกที่ได้รับพระราชทานพระโกศสูงสุดเป็นพระโกศทองน้อย และเป็นสมเด็จพระสังฆราชรูปแรกที่ได้พระราชทานเลื่อนชั้นยศพระโกศถึง 2 ครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าเจ้าพนักงานจะเชิญพระโกศทองน้อยมาประดิษฐานที่ตำหนักเพ็ชร ก่อนวันพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ในวันที่ 15 ธันวาคม

นายธงทองกล่าวต่อว่า สำหรับการซ้อมเคลื่อนขบวนอัญเชิญพระโกศพระศพ 2 ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน และวันที่ 7 ธันวาคม พบว่าครั้งแรกมีปัญหาเรื่องระยะเวลา เพราะเริ่มเคลื่อนขบวนจากวัดบวรนิเวศฯตั้งแต่เวลา 07.40 น. ไปถึงวัดเทพศิรินทราวาส ประมาณ 11.20 น. ซึ่งช้ากว่ากำหนดการกว่า 1 ชั่วโมง ส่วนการซ้อมครั้งที่ 2 เคลื่อนขบวนออกจากวัดบวรนิเวศฯเวลา 07.40 น. และถึงวัดเทพศิรินทราวาสประมาณ 10.20 น. ซึ่งเวลากระชับขึ้น และสำหรับการซ้อมครั้งที่ 3 ในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ คาดว่าจะกำหนดเวลาได้แน่นอนขึ้น

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้จัดทำเหรียญที่ระลึกการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อเป็นการระลึกถึงพระศาสนกิจด้านต่างๆ และคำสอนของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นประโยชน์แก่คณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา โดยจัดทำเป็นเหรียญที่ระลึกทองแดงธรรมดา ลักษณะกลม ขนาด 30 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 14 กรัม จำหน่ายราคาเหรียญละ 200 บาท ทั้งนี้ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน)

นายจักรกฤศฏิ์กล่าวว่า สำหรับเหรียญที่ระลึกดังกล่าวมีกำหนดเปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป ส่วนกลางที่ สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ภายในพระบรมมหาราชวัง หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักกษาปณ์ ถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี สำนักการคลัง กรมธนารักษ์ ฝ่ายสวัสดิการกรมธนารักษ์ ส่วนภูมิภาค สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ 76 พื้นที่ทั่วประเทศ

เสือป่วยหนัก โดย วีรพงษ์ รามางกูร


ประเทศไทยของเราเมื่อกว่า 10 ปีก่อน เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวเด่นของภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ของเอเชียตะวันออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่มีอัตราการขยายตัวที่สูง ผ่านการส่งออกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ อันได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ มาอย่างติดๆ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ขึ้นหน้าปกนิตยสารชั้นนำของโลก

ทางด้านการเมือง ประเทศไทยในยุคเมื่อ 10 ปีก่อน ก็พัฒนาประชาธิปไตยไปไกลกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่เกาหลีใต้และไต้หวัน

ในด้านสังคม แม้จะมีความขัดแย้งและความไม่สงบในภาคใต้อยู่บ้างในขณะนั้น ก็ไม่รุนแรงอย่างทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาทางสังคมความแตกแยกในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา มีน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นอันมาก

การพัฒนาทางเศรษฐกิจก็ดี พัฒนาการทางการเมืองก็ดี การพัฒนาความสงบสุขภายในชาติก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค จนได้รับการกล่าวขานจากสื่อมวลชนในต่างประเทศว่า ประเทศไทยควรจะเป็นแบบอย่างในการพัฒนาประเทศ จะมีปัญหาอยู่บ้างก็คงจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำในความเป็นอยู่และการกระจายรายได้ ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ 

การพัฒนาการเมืองที่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีการโจมตีว่าการเลือกตั้งจะมีการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงซึ่งเชื่อว่ามีอยู่จริง แต่ก็มีแนวโน้มลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปหลายครั้งและมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนถึงกับ "ฝัน" ว่าประเทศไทยจะสามารถพัฒนาไปเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบ 2 พรรคใหญ่ได้เช่นเดียวกับอังกฤษ อเมริกา ซึ่งน่าจะมีประสิทธิภาพเป็นประชาธิปไตยดีกว่าการปกครองที่มีขนาดใหญ่พรรคเด่นเพียงพรรคเดียว เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น

ถ้าระบอบประชาธิปไตยดำรงอยู่ได้ พรรคเด่นพรรคใหญ่ 2 พรรคก็น่าจะผลัดกันเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง เพราะประชาชนจะเลือกพรรคมากกว่าเลือกคน จนสามารถมีพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยม มีเสียงในสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว เป็นรัฐบาลในระบอบรัฐสภาที่เข้มแข็ง สามารถตัดสินใจในการดำเนินการลงทุนโครงการใหญ่ๆ สามารถพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข และข้อสำคัญการพัฒนาการเมือง

ที่เชื่อว่าประเทศไทย หากมีระบอบประชาธิปไตยมั่นคงก็จะไม่พัฒนาไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบพรรคเดียวแบบประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศก็เพราะว่าคนไทยมีนิสัยเบื่อง่าย ชอบการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้าหากพรรคการเมืองใดได้รับเลือกตั้งให้เป็นรัฐบาลติดต่อกัน 2 สมัยแล้ว โอกาสจะชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 น่าจะเป็นไปได้ยาก ยิ่งบอกว่าจะสามารถชนะการเลือกตั้งตลอดกาลยิ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าพรรคฝ่ายค้านและพรรครัฐบาลมีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน

แม้ในระยะเริ่มต้น พรรคการเมืองจะมีนายทุนหรือกลุ่มนายทุนเป็นผู้ก่อตั้ง แต่ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปโดยมีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดหยุดลงโดยการปฏิวัติรัฐประหาร พรรคการเมืองก็จะกลายเป็นพรรคของมวลชน ที่มวลชนในเขตเลือกตั้งจะมีสิทธิมีเสียง กำหนดให้พรรคส่งคนที่ตนชอบลงในนามของพรรค แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา

ในด้านสิทธิเสรีภาพในการพูด การแสดงออกผ่านทางสื่อมวลชนก็เป็นประเทศเปิดกว้างที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพฯยังเป็นศูนย์กลางของสำนักข่าวสำคัญๆ ทั่วโลก มิใช่เฉพาะสำนักข่าวไทยเท่านั้น

ภาพต่างๆ ตามที่กล่าวมานี้ได้มลายหายไปหมดแล้ว กล่าวคือ ในด้านเศรษฐกิจแม้ว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวอยู่บ้าง แต่ก็ขยายตัวในอัตราที่ต่ำ ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เพราะรายรับจากการส่งออกหดตัวแทนที่จะขยายตัว ราคาสินค้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม พากันลดลงหมด ยังเหลือเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเท่านั้นที่ยังดีอยู่ ที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้บ้างก็เพราะได้อานิสงส์จากการที่ราคาพลังงานและราคาสินค้านำเข้า โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีราคาถูกลง แต่การบริโภคและการลงทุนต่างก็ชะลอตัวไปหมด

การชะลอตัวที่เกิดขึ้นอย่างค่อนข้างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลังของปี2558 คงจะยืดเยื้อไปถึงปีหน้า เพราะภาวะเศรษฐกิจในยุโรปก็ดี ในญี่ปุ่น จีนและประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ต่างก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นตัว

ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังตกต่ำลงอย่างรวดเร็วทั้งในเมืองและในชนบทความแตกแยกทางการเมืองของคนในชาติก็ไม่เห็นทางจะเยียวยาได้อย่างไร ความเป็นนิติรัฐ การบังคับใช้กฎหมาย การมี 2 มาตรฐานในการใช้กฎหมาย การเลือกปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานในกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการการเมือง ก็เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

บรรยากาศความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่เคยอยู่ในระดับที่ประเทศต่างๆ เคยชื่นชมเราอย่างมากในช่วง 10 ปีก่อนหน้า มาบัดนี้ความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ทั้งจากยุโรป อเมริกา ออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ ต่างก็ฉวยโอกาสในขณะที่เรามีรัฐบาลทหาร ดำเนินมาตร

การตัดสิทธิประโยชน์ทางการค้าและการลงทุน ตั้งเงื่อนไขเรื่องสิทธิการบิน บรรยากาศในการออกข่าวของต่างประเทศก็เปลี่ยนไป กลายเป็นข่าวในทางลบทยอยออกมาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมิตรประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่นด้วย จะยังเหลือก็จีนเท่านั้นที่เป็นประเทศใหญ่ ทำให้เราดูเหมือนจะโอนเอียงไปทางจีนมากขึ้น ซึ่งไม่น่าจะให้เป็นไปเช่นนั้น เพราะประเทศไทยดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับมหาอำนาจทุกประเทศเท่าเทียมกัน

ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นฝ่ายกองทัพก็ดี ฝ่ายพรรคฝ่ายค้านก็ดี ได้โหมโจมตีรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจนเกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลที่แล้วและสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะหลายคนเคยเชื่อว่าผู้ที่ถูกโจมตีนั้นไม่สะอาด มีการทุจริต คอร์รัปชั่น แต่เหตุการณ์โครงการราชภักดิ์ก็ดี โครงการจัดซื้อเปียโนของกรุงเทพมหานครก็ดี แม้ว่าจะยังมิได้มีการพิสูจน์แน่ชัดว่ามีความไม่ชอบมาพากล แต่ก็ทำให้ผู้คน "ใจเสีย" เพราะนึกไม่ถึงว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับกองทัพและพรรคฝ่ายค้านที่ตนเองเคยออกมาสนับสนุนและเชื่อใจ

ความ"ใจเสีย" นั้นได้เพิ่มบรรยากาศของความรู้สึกว่างเปล่า เงียบเหงา พูดไม่ออกบอกไม่ถูก สำหรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ต้องรับรู้จากสังคม แม้ว่าจะไม่ยอมอ่านจากหนังสือพิมพ์กระดาษ ไม่ยอมดูจากโทรทัศน์ ไม่ยอมฟังจากวิทยุ แต่ก็ได้รับจากสื่อออนไลน์ในมือของตัวเองอยู่ดี

การวิเคราะห์การพูดคุยกันด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงเหตุผลในวงสนทนา ในวงสังสรรค์กัน จึงทำไม่ได้อย่างสะดวกใจ ด้วยเหตุนี้การสนองตอบของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา ปาฐกถา ผ่านสื่อมวลชนจึงเป็นไปอย่างจืดชืด สังคมขณะนี้จึงเป็นสังคมของความ "อึดอัด" ไม่มีการแสดงออก ไม่มีการเปิดเผย ไร้สีสัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะการ "ตรวจสอบตัวเอง" เพราะความเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐ หรือจากการข่มขู่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งที่เป็นทหารและตำรวจ

สังคมที่เคยเป็น "สังคมพลเรือน" หรือ "civil society" ก็กลายเป็นสังคมทหาร การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อลดความอึดอัดกดดันก็ทำไม่ได้ ทุกคนต้องอดกลั้น 

ประชาชนกลัวรัฐบาลหรือรัฐบาลกลัวประชาชน ใครจะให้คำตอบที่ชัดเจนได้

บรรยากาศที่แปลกขณะนี้ก็ดี ผู้คนวางเฉยกับเหตุการณ์บ้านเมือง การโต้เถียง การเสนอความคิดความเห็นในกิจการบ้านเมืองจะมีทิศทางไปในทางใด ผู้คนให้ความสนใจน้อยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต

นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรี หรือหัวหน้าพรรคการเมืองจะพูดจะทำอะไรก็ไม่มีใครสนใจวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีใครโต้เถียง กลายเป็นสังคมเซื่องซึมหงอยเหงาอย่างที่ประเทศไทยไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆ ที่ความมีเหตุผล ความเป็นมาตรฐานเดียว ความเป็นนิติรัฐ ที่ทุกฝ่ายต่างก็เรียกร้องกันนักหนา กลับไร้ซึ่งเสียงของการโต้แย้งกันอย่างสร้างสรรค์ กลายเป็นพูดกันคนละเรื่อง บางคนพูดให้ได้ยินว่าสถานการณ์อย่างนี้จะดำรงอยู่ไม่ได้นาน

ฮือฮา! เจ้าอาวาสฝันเห็นเศียรพระ 9 ครั้งติด ไปขุดเจอจริงๆ ชาวบ้านแห่ตีหวย


ข่าวหวยเด็ดของเรางวดนี้มีมาฝากให้ได้ติดต่อกันอีกแล้วครับ สำหรับข่าวนี้ต้องบอกว่าเป็นข่าวที่น่าอัศจรรย์จากจังหวัดสุพรรณบุรี  เมื่อทางด้านของเจ้าอาวาสวัดดอนปรู จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ฝันเห็นเศียรพระจมน้ำ ถึง 9 ครั้ง ปรากฏว่า เมื่อไปขุดก็พบเศียรพระจริงๆ โดยเป็นเศียรของหลวงพ่อมงคลนิมิตมีอายุกว่า 300 ปีกันเลยทีเดียว งานนี้มันต้องมีหวยมีโชคลาภอย่างแน่นอนครับ
 
วันนี้(13 ธันวาคม) บรรดาชาวบ้าน ทางจากจังหวัดสุพรรณบุรีและอ่างทอง ต่างพากันเดินทางไปที่วัดดอนปรู ต.ดอนปรู อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ในเขตรอยต่อของ จ.อ่างทอง เพื่อกราบไหว้บูชาเศียรพระโลหะ สีทองอายุกว่า 300 ปีหลังจากที่ขุดพบในสระน้ำขนาดใหญ่ภายในวัด หลังจากที่นำเศียรพระขึ้นมาแล้วปรากฏว่าสีของน้ำกลายเป็นสีเขียวมรกต ชาวบ้านเชื่อเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

สำหรับเจ้าอาวาสวัดดอนปรูที่ฝันเห็นเศียรพระโบราณในครั้งนี้คือ พระอธิการวราวุธ ฐิตเมโธ โดยท่าน ฝันว่ามีเศียรพระจมอยู่ภายในบ่อน้ำข้างวัดติดต่อกันมาถึง 9 ครั้ง จาก นั้นจึงไปปรึกษากับญาติโยม พร้อมใจกันจ้างรถแบคโฮมาขุดเพื่อพิสูจน์ความจริง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยได้ทำการตรวจสอบดูบริเวณสระน้ำเก่าที่ตื้นเขิน  และเมื่อขุดลงไปประมาณ 5 วา ก็พบกับเศียรพระพุทธรูปโลหะสีทองจริงอย่างที่ฝัน จึงทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาให้ชาวบ้านได้กราบไหว้สักการะบูชา
โดยเศียรพระพุทธรูปดังกล่าวนั้น มีขนาดเส้นรอบวง 60 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ชื่อว่าหลวงพ่อมงคลนิมิต และหลังจากนำเศียรพระพุทธรูปขึ้นมาก็เกิดความน่าอัศจรรย์เมื่อน้ำในสระกลาย เป็นสีมรกตบรรดาชาวบ้านนั้นเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และยังพบโพรงขนาดใหญ่และลึกบริเวณสระน้ำดังกล่าวอีกด้วย ชาวบ้านนั้นเชื่อว่า น่าจะเป็นถ้ำของพญานาค


งานนี้ไม่แน่ อาจจะมีหวยเด็ดอาจจะซ่อนอยู่ในข่าวนี้ก็เป็นได้ครับ พี่น้องคอหวยสมาชิกเว็บเรา ก็ลองเอาไปตีหวยกัน ดู ฝันเห็นเศียรพระพุทธรูปติดต่อกันถึง 9 ครั้ง อาจจะเป็นเลข 99 หรือ 59 หรือว่าจะเป็น 599 ก็เป็นไปได้ และอย่าลืมขนาดเศียรพระ 60 40 ด้วยน่ะครับ ลองเอาไปเสี่ยงโชคซื้อหวยงวดนี้กันดู
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวเหล่านี้เราขอเน้นย้ำว่า เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม และตัดสินใจร่วมด้วยนะครับ แต่ยังไงก็ขออวยพรให้พี่น้องสมาชิกทุกท่าน ถูกหวยงวดนี้กันถ้วนหน้า มีเงินมีทองต้อนรับปีใหม่กันทุกคนครับ


ผลไม้ที่ควรและไม่ควรนำมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่าทำเด็ดขาด!


ความเชื่อแต่โบราณ กับผลไม้ที่นำมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะต้องเลือกและคัดสรรผลไม้ในการไหว้ เป็นอย่างดีส่วนผลไม้ที่ควรและไม่ควรมีอะไรมาดูกันเลยคะ
ผลไม้ที่ไม่ควรนำมาไหว้
ละมุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักไม่โดดเด่น ปิดๆ ซ่อนๆ……..
-มังคุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่ได้ดีเท่าที่ควร ไปไม่ถึงที่สุด มันกุด ๆ ด้วน ๆ ไม่โดดเด่น
-พุทรา เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วดีในช่วงแรกๆ ช่วงหลังๆ ซาซา
-มะเฟือง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักฝืดเคือง ไม่อะไรก็อะไร สักอย่าง
-มะไฟ เชื่อกันว่าทำอะไรแล้วมักต้อง เร่งๆ รีบๆ เหมือนไฟลน ไม่ได้คุณภาพ
-น้อยหน่า เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักมีปัญหา อุปสรรค เล็กน้อย จุกๆจิกๆ อยู่เสมอๆ ทำแล้วได้ผลเพียงน้อยนิด
-น้อยโหน่ง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ได้ผลสมบรูณ์เพียงน้อยนิด มีอุปสรรคปัญหา ไม่สมบรูณ์แบบ
-มะตูม เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่เจริญก้าวหน้า เช่นเดียวกับชื่อที่ตูมอยู่ตลอด ไม่ก้าวหน้า ไปไม่ได้ไกล
-มะขวิด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วมักจะประสบปัญหา วัสดุอุปกรณ์ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ครบ ขาดโน่น ขาดนี่เสมอ
-ลูกจาก เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ยั่งยืน
-ลูกพลับ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ผลงานต้องโดนเก็บใส่ลิ้นชัก ไม่ได้แสดงผลงาน ไม่ก้าวหน้า
-ลูกท้อ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังใจ
-ระกำ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ประสบความสำเร็จ
-กระท้อน เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว สิ่งที่ดีๆ ที่ต้องการเผยแพร่ออกไป กลับสะท้อนมายังจุดเดิม
-ลางสาด เชื่อกันว่า เป็นผลไม้ที่มียาง ทำอะไรแล้วมักจะมีเรื่อง ยุ่งยากวุ่นวาย
ผลไม้ที่ควรนำมาไหว้
-ลำไย      หมายถึง   ความรัก  ความหวานฉ่ำความสุข
-ลิ้นจี่       หมายถึง   ความเป็นศิริมงคล
-สับปะรด  หมายถึง   การมีสายตาก้าวไกล  มีความรอบรู้
-กล้วย     หมายถึง   การให้มีลูกหลานมากๆ
-ทุเรียน    หมายถึง   ความฉลาดหลักแหลม  การรู้เท่าทันผู้อื่น
-สาลี่      หมายถึง   การรักษาคุณงามความดี  เหมือนเกลือรักษาความเค็ม
-องุ่น       หมายถึง   ความเจริญรุ่งเรือง  ทั้งการงานและชีวิตครอบครัว
-แอปเปิ้ล  หมายถึง    การมีสุขภาพสมบูรณ์  แข็งแรงอายุยืนยาว
-ส้ม        หมายถึง    การมีโชคลาภ  ประสพแต่สิ่งดีๆในชีวิต
-ทับทิม     หมายถึง    การให้มีลูกชายมาก ๆ
-ขนุน       หมายถึง   ไม่ว่าจะทำอะไร  จะมีคนคอยเกื้อหนุนอยู่ตลอดเวลา
-แก้วมังกร  หมายถึง   ความรุ่งเรื่องมีอำนาจ  มีวาสนา
-เกาลัด     หมายถึง   การมีมารยาทงาม
-มะม่วง     หมายถึง   ความมีสติปัญญาเหนือผู้อื่น

ตัดสินใจทำบุญเพราะคำชวนกับทำบุญเองโดยไม่มีใครมาชวน อย่างไหนได้บุญมากกว่ากัน


อย่างไหนได้บุญมากกว่ากันคะ แล้วคนชวนเขาจะได้บุญจากเราไหมคะ?
พระอาจารย์ : คนชวนเราเขาก็ได้บุญในส่วนของเขาแล้วเต็มที่ ส่วนเราผู้ทำ อยู่ที่ใจของเรา ถ้าเมื่อไรใจเราเลื่อมใสมาก ทำไปแล้วปลื้มนึกถึงก็ปลื้มๆๆๆๆอย่างนั้นได้บุญเยอะ ถ้ากรณีมีคนมาชวน แล้วเราไปทำกับเขาแล้วเราปลื้มมากๆเราก็ได้บุญเยอะ บางทีเยอะกว่าที่เราคิดทำเองอีก แต่ถ้าเราไปทำเองแล้วเราปลื้มมากๆ เราก็ได้บุญเยอะ ฉะนั้นการวัดว่าบุญมากบุญน้อยไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนชวนหรือตั้งใจทำเอง แต่อยู่ที่ว่าใจเราเองปลื้มปีติศรัทธาขนาดไหน เจริญพร